ข่าวประชาสัมพันธ์

ขอความร่วมมือเตรียมพร้อมป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก

 
                                                                                 


                                            ความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก

         โรคไข้เลือดออกที่พบในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงในเอเซียอาคเนย์เกิด จากไวรัสเดงกี่ ซึ่งมี 4 serotypes, DEN 1-4 จากการศึกษาทางด้านไวรัสและระบาดวิทยา สรุปได้ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกเดงกี่ คือ มีไวรัสเดงกี่ชุกชุมมากกว่า 1 ชนิด หรือมีการระบาดของต่างชนิดเป็นระยะๆ ซึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นทำให้มีการติดเชื้อซ้ำได้บ่อย 
      โรคไข้เลือดออกติดต่อกันได้โดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) เป็นพาหะนำโรคที่สำคัญโดยยุงตัวเมียซึ่งกัดเวลากลางวันและดูดเลือดคนเป็นอาหาร จะกัดดูดเลือดผู้ป่วยซึ่งในระยะไข้สูงจะเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุง เข้าไปอยู่ในเซลล์ที่ผนังกระเพาะ เพิ่มจำนวนมากขึ้นแล้วออกมาจากเซลล์ผนังกระเพาะ เดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลายพร้อมที่จะเข้าสู่คนที่ถูกกัดในครั้งต่อไป ซึ่งระยะฟักตัวในยุงนี้ประมาณ 8-12 วัน เมื่อยุงตัวนี้ไปกัดคนอื่นอีก ก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัดได้ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนและผ่านระยะฟักตัวนานประมาณ 5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน - นานที่สุด 15 วัน) ก็จะทำให้เกิดอาการของโรคได้

 
  อาการของโรคไข้เลือดออก หลังจากได้รับเชื้อจากยุงประมาณ 5-8 วัน (ระยะฟักตัว)   
         1.ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไข้สูงลอย เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไข้อาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีชักโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน หรือในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรืออาการไอ เด็กโตอาจบ่นปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา ในระยะไข้นี้ อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย คือ เบื่ออาหาร อาเจียน บางรายอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งในระยะแรกจะปวดทั่วๆไปและอาจปวดที่ชายโครงขวาในระยะที่มีตับโต ส่วนใหญ่ไข้จะสูงลอยอยู่ 2-7 วัน ประมาณร้อยละ 15 อาจมีไข้สูงนานเกิน 7 วัน
       2.อาการเลือดออก ที่ พบบ่อยที่สุดคือที่ผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่าเส้นเลือดเปราะ แตกง่าย โดยการทำ tourniquet test ให้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2-3 วันแรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆกระจายอยู่ตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) อาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะพบร่วมกับภาวะช็อกในรายที่มีภาวะช็อก อยู่นาน
       3.ตับโต ส่วนใหญ่จะคลำพบตับโตได้ประมาณวันที่ 3-4 นับแต่เริ่มป่วย ตับจะนุ่มและกดเจ็บ
       4.ภาวะช็อก ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง มีภาวะการไหลเวียนล้มเหลวเกิดขึ้น เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด/ช่องท้องมาก เกิด hypovolemic shock ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค (ถ้ามีไข้ 2 วัน) หรือเกิดวันที่ 8 ของโรค (ถ้ามีไข้ 7 วัน) ผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบา เร็ว ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงโดยมี pulse pressure แคบเท่ากับหรือน้อยกว่า 20 มม.ปรอท (ปกติ 30-40 มม.ปรอท) ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกส่วนใหญ่จะมีความรู้สติ พูดรู้เรื่อง อาจบ่นกระหายน้ำ บางรายอาจมีอาการปวดท้องเกิดขึ้นอย่างกะทันหันก่อนเข้าสู่ภาวะช็อก ซึ่งบางครั้งอาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดเป็นภาวะทางศัลยกรรม ภาวะช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง รอบปากเขียว ผิวสีม่วงๆ ตัวเย็นชืด จับชีพจรและวัดความดันไม่ได้ ความรู้สติเปลี่ยนไป และจะเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังเริ่มมีภาวะช็อก หากว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาช็อกอย่างทันท่วงทีและถูกต้องก่อนที่จะเข้าสู่ ระยะ profound shock ส่วนใหญ่ก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ในรายที่ไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดลงผู้ป่วยอาจจะมีมือเท้าเย็นเล็กน้อยร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของ ชีพจรและความดันเลือด ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในระบบการไหลเวียนของเลือด เนื่องจากการรั่วของพลาสมาออกไปแต่ไม่มากจนทำให้เกิดภาวะช็อก ผู้ป่วยเหล่านี้เมื่อให้การรักษาในช่วงระยะสั้นๆก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

 
  การรักษา  
           ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออก การรักษาโรคนี้เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง ซึ่งได้ผลดีถ้าให้การวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก แพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรคและให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมี nursing care ที่ดีตลอดระยะเวลาวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วของพลาสมา
       การดูแลรักษาผู้ป่วย มีหลักปฏิบัติดังนี้
       1.ในระยะไข้สูง บางรายอาจมีการชักได้ถ้าไข้สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีประวัติเคยชัก หรือในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน จำเป็นต้องให้ยาลดไข้ ควรใช้ยาพวกพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาพวกแอสไพริน เพราะจะทำให้เกร็ดเลือดเสียการทำงาน จะระคายกระเพาะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญอาจทำให้เกิด Reye syndrome ควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวเวลาที่ไข้สูงเท่านั้น (เพื่อให้ไข้ที่สูงมากลดลงเหลือน้อยกว่า 39 องศาเซลเซียส) การใช้ยาลดไข้มากไปจะมีภาวะเป็นพิษต่อตับได้ ควรจะใช้การเช็ดตัวช่วยลดไข้ด้วย
       2.ให้ผู้ป่วยได้น้ำทดแทน เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ทำให้ขาดน้ำและเกลือโซเดียมด้วย ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือ สารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) ในรายที่อาเจียนควรให้ดื่มครั้งละน้อยๆ และดื่มบ่อยๆ

 
                                                                                         การดำเนินงานของกรมควบคุมโรค

 
  1.มาตรการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกในสถานศึกษา และช่วงเวลาในการเข้าไปดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม  
   1.1 แนวทางการดำเนินงานเพื่อให้สถานศึกษาปลอดลูกน้ำยุงลาย
       - สถานศึกษาควรมีแผนการปฏิบัติงาน/โครงการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในสถานศึกษา
       - แต่งตั้งคณะกรรมการการป้องกันโรคไข้เลือดออกในสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูทุกระดับชั้น/ทุกสายวิชา ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ (เช่น สมาชิกสภาเขต, สำนักงานเขต, ศูนย์บริการสาธารณสุขอาสาสมัครสาธารณสุข, ฯลฯ) ตัวแทนผู้ปกครอง ตัวแทนผู้ค้าในโรงเรียน ผู้แทนนักเรียน เป็นต้น
       - มีแผนการดำเนินกิจกรรม  และแบ่งพื้นที่รับผิดชอบพร้อมระบุให้มีชื่อผู้รับผิดชอบ
       - มีการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออกและให้มีความตระหนัก  ครอบคลุมทุกระดับของสถานศึกษา
       - บรรจุวาระเรื่องโรคไข้เลือดออกในการประชุมผู้ปกครอง
       - วิเคราะห์สภาพแวดล้อม และมีข้อมูลภาชนะ ที่ตั้ง และจำนวนภาชนะขังน้ำที่อยู่ในโรงเรียนทุกชิ้น           
       -
 ปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกอาคารเรียน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างสม่ำเสมอ
       -
 มีรายงานค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายของสถานศึกษา  (CI)  ทุกเดือน และส่งที่ศูนย์บริการสาธารณสุข
       - มีรายงานค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายของสถานศึกษา (CI) ทุกเดือน และส่งที่ศูนย์บริการสาธารณสุขที่รับผิดชอบโรงเรียนนั้น ๆ
       - มีกิจกรรมของสถานศึกษาเพื่อป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกและการกำจัดลูกน้ำยุงลาย เช่น มีการจัดตั้งอบรมสารวัตรกำจัดยุงลาย หรือชมรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโรคไข้เลือดออก จัดกิจกรรมสัปดาห์รณรงค์ฯ ร่วมกับชุมชน จัดกิจกรรมสัปดาห์รณรงค์ฯ เฉพาะในโรงเรียน และกิจกรรมพิเศษอื่นๆ ประกวดสิ่งประดิษฐ์ ในการกำจัดลูกน้ำ, ภาพวาด, เรียงความ คำขวัญ, ฯลฯ
 1.2 การเผ้าระวัง
       - มีการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก  (ข้อมูลปัจจุบัน)
       - สังเกตการณ์หยุดเรียนของนักเรียน ที่ป่วย มีอาการมีไข้สูงหรือไม่
 1.3การจัดการเบื้องต้นเมื่อมีนักเรียนป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเพื่อป้องกันมิให้มีการติดต่อ  แพร่ระบาดในโรงเรียน
        - ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ศูนย์บริการสาธารณสุข, สำนักงานเขต)
      - แจ้งเตือนผู้ปกครอง
      - เร่งรัดกำจัดลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย  ในห้องเรียน  และบริเวณรอบโรงเรียน
      - ดำเนินการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดยุง  ในห้องเรียนของเด็กที่ป่วยและห้องเรียนใกล้เคียงด้วยสเปรย์กำจัดยุงสำเร็จรูป
      - ดำเนินการฉีดพ่นสารเคมีทั้งโรงเรียนและชุมชนรอบๆโรงเรียนโดยการประสานขอความร่วมมือไปที่สำนักงานเขต
 
  2. จำนวน สถิติ เด็กนักเรียนที่เป็นโรคไข้เลือดออกในปีที่ผ่านมา
      - จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก โดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ปี 2556 มีรายงานผู้ป่วย 87,502 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 137.74 ต่อแสนประชากร มีรายงานผู้เสียชีวิต 6 ราย
      - กลุ่มอายุที่มีรยงานมากที่สุด อายุ 15-24 ปี (ร้อยละ 27.57) รองลงมา คือ 10-14 ปี และ 7-9 ปี ตามลำดับ
      - จังหวัด 5 อันดับแรกที่มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงสุด คือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ภูเก็ต และลำปาง ตามลำดับ
 
  3. ความร่วมมือระหว่างกรมควบคุมโรค สถานศึกษา เครือข่ายผู้ปกครอง หรือหน่วยงานอื่น
       - กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการทบทวนข้อมูลการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี 2556 พบว่า อาจมีผู้ป่วยมากและอาจมีผู้เสียชีวิต โดยจะมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นหลังจากเดือนเมษายนและหลังการเปิดภาคเรียน  นอกจากโรคไข้เลือดออกแล้วยังพบว่าโรคไข้หวัดใหญ่ก็มีลักษณะการแพร่ระบาดแบบเดียวกัน
     - กรมควบคุมโรค จึงได้ส่งหนังสือประสานขอความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่องการดำเนินงาน การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเปิดเทอม เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียน  โดยได้กำหนดมาตรการให้โรงเรียนมีการเตรียมความพร้อม เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในโรงเรียน ทั้งในระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา
     - นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคจึงมีมาตรการตรวจคัดกรองโรคไข้เลือดออกอย่างละเอียดเป็นรายหมู่บ้าน ทั้งในชุมชนต่างด้าวหรือพื้นที่ชายแดน เพื่อเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย  และเร่งนำผู้ป่วยไข้เลือดออกเข้าสู่กระบวนการรักษา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ โดยให้โรงพยาบาลทุกแห่งตั้ง “จุดตรวจผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก” หรือ “เด็งกี่คอนเนอร์ (Dengue Corner)” ให้บริการตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่สงสัยเป็นไข้เลือดออกอย่างละเอียด รวดเร็ว
     - กรมควบคุมโรคได้จัดทำคู่มือกำจัดไข้เลือดออก 5 ล้านฉบับ เพื่อแจกประชาชน และจากการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขณะนี้มีหมู่บ้านปลอดลูกน้ำยุงลาย 5,000 กว่าแห่งแล้ว พร้อมตั้งเป้าจะสร้างหมู่บ้านปลอดยุงลายให้ได้อย่างน้อยตำบลละ 1 หมู่บ้านทั่วประเทศ
     - สำหรับในบางพื้นที่ สามารถทำให้ปลอดลูกน้ำยุงลายได้ทั้งตำบล ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจและเป็นต้นแบบที่ดีของพื้นที่อื่นๆ หนึ่งในนั้น คือ ตำบลบางขนุน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งไม่มีไข้เลือดออกมานานกว่า 3 ปีแล้ว เคล็ดลับของที่นี่คือ ไม่ต้องใช้นวัตกรรมอะไรใหม่ๆ  แต่ร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจังของทุกฝ่าย
 
  4. การให้ความรู้หรือมาตรการเชิงรุกในพื้นที่
    การให้ความรู้เชิงรุกในพื้นที่ โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสรอมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จะเน้น

4.1 การควบคุมสิ่งแวดล้อม
      - การควบคุมสิ่งแวดล้อมเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ยุงมีการขยายพันธุ์  เช่น แท้งน้ำ บ่อ กะละมัง ที่เก็บกักน้ำจะเป็นแหล่งที่ยุงออกไข่และกลายเป็นยุง ต้องมีฝาปิดและหมั่นตรวจสอบว่ามีลูกน้ำหรือไม่

      - ตรวจสอบแจกัน ถ้วยรองขาโต๊ะ ต้องเปลี่ยนน้ำทุกสัปดาห์ สำหรับแจกันอาจจะใส่ทรายผสมลงไป ส่วยถ้วยรองขาโต๊ะให้ใส่เกลือเพื่อป้องกันลูกน้ำ
      - หมั่นตรวจสอบถาดรองน้ำที่ตู้เย็นหรือเครื่องปรับอากาศเพราะเป็นที่แพร่พันธุ์ของยุง โดยเฉพาะถาดระบายน้ำของเครื่องปรับอากาศซึ่งออกแบบไม่ดี โดยรูระบายน้ำอยู่เหนือก้นถาดหลายเซนติเมตร ทำให้มีน้ำขังซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธ์ยุง
      - ตรวจสอบรอบ ๆ บ้านว่ามีแหล่งน้ำขังหรือไม่ ท่อระบายน้ำบนบนหลังคามีแอ่งขังน้ำหรือไม่ หากมีต้องจัดการขวดน้ำ กระป๋อง หรือภาชนะอื่นที่อาจจะเก็บขังน้ำ หากไม่ใช้ให้ใส่ถุงหรือฝังดินเพื่อไม่ให้น้ำขัง ยางเก่าที่ไม่ใช้ก็เป็นแหล่งขังน้ำได้เช่นกัน
      - หากใครมีรั้วไม้ หรือต้นไม้ที่มีรูกลวง ให้นำคอนกรีตเทใส่ปิดรู เป็นต้น
4.2 การป้องกันส่วนบุคคล
      - ใส่เสื้อผ้าที่หนาพอสมควร ควรจะใส่เสื้อแขนขาว และกางเกงขายาว เด็กนักเรียนหญิงก็ควรใส่กางเกง

      - การใช้ยาฆ่ายุง เช่น pyrethrum ก้อนสารเคมี
      - การใช้กลิ่นกันยุงเช่น ตะไคร้ หรือสารเคมีอื่น ๆ
      - นอนในมุ้ง
      - การควบคุมยุงโดยทางชีวะ เช่น เลี้ยงปลาในอ่างที่ปลูกต้นไม้ หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติ และ การใช้แบคทีเรียที่ผลิตสาร toxin ฆ่ายุงได้แก่เชื้อ Bacillus thuringiensis serotype H-14 (Bt.H-14) and Bacillus sphaericus (Bs)
      - การใช้เครื่องมือดักจับลูกน้ำซึ่งเคยใช้ได้ผลที่สนาบบินของสิงคโปร์ แต่สำหรับกรณีประเทศไทยยังได้ผลไม่ดีเนื่องจากไม่สามารถควบคุมแหล่งน้ำธรรมชาติจึงยังมีการแพร่พันธ์ของยุง  
4.3 เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยให้รับมารับการรักษา ได้แก่
      กินยาลดไข้แล้วไข้ยังลอยไม่ลด 2-3 วัน คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งเป็นอาการเบื้องต้นของไข้เลือดออก ไม่ต้องรอให้เกิดจุดเลือดใต้ผิวหนัง ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจ ก่อนที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการช็อกและเสียชีวิต และหลังการรักษาโรคไข้เลือดออกแล้ว ช่วงที่ไข้ลดลงในวันที่ 3-4 หากผู้ป่วยซึมลง กินดื่มไม่ได้ให้รีบกลับมาหาแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที
 
   5. ฝากถึงนักเรียนหรือผู้ปกครองในการป้องกันตัวเองจากโรคไข้เลือดออก และฝากช่องทางขอความช่วยเหลือ
     - เนื่องจากไข้เลือดออกระบาดโดยมียุงเป็นตัวแพร่พันธุ์ ดังนั้นเมื่อมีคนในบ้านหรือข้างบ้านเป็นไข้เลือดออกควรจะบอกคนในบ้านหรือข้างบ้านว่า มีคนเป็นไข้เลือดออกด้วย และแจ้งสาธารณสุขให้มาฉีดยาหมอกควันเพื่อฆ่ายุง รวมถึงดูแลให้สมาชิกในครอบครัวป้องกันการถูกยุงกัด สำรวจภายในบ้าน รอบบ้าน รวมทั้งเพื่อนบ้านว่ามีแหล่งแพร่พันธุ์ยุงหรือไม่ หากมีให้รีบจัดการและทำลายแหล่งแพร่พันธุ์นั้น เพื่อป้องกันการเป็นไข้เลือดออก

     - นอกจากนี้ต้องคอยระวังเฝ้าดูอาการของสมาชิกในบ้านหรือข้างบ้านว่ามีไข้หรือไม่ หากมีไข้ให้ระวังว่าอาจจะเป็น ไข้เลือดออกได้
     - การป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นไข้เลือดออก ใช้มาตรการ 5 ป. ปราบยุงลาย ได้แก่  
        1) ปิด ปิดภาชนะน้ำกินน้ำใช้ให้มิดชิดหลังการตักใช้น้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันยุงลายลงไปวางไข่  

        2) เปลี่ยน เปลี่ยนน้ำในแจกัน ถังเก็บน้ำ ทุก 7 วัน เพื่อตัดวงจรลูกน้ำที่จะกลายเป็นยุง 
        3) ปล่อย ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะใส่น้ำถาวร เช่น อ่างบัว ถังซีเมนต์เก็บน้ำขนาดใหญ่  
        4) ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ปลอดโปร่ง โล่ง สะอาด ลมพัดผ่าน ไม่เป็นที่เกาะพักของยุงลาย และ

        5) ปฏิบัติเป็นประจำจนเป็นนิสัย          
     1 ข. ขัดไข่ยุงลาย เนื่องจากยุงลายจะไข่เหนือระดับน้ำ 1-2 เซนติเมตร นั้น เมื่อมีน้ำมาเติมจนท่วมหลังไข่ก็จะฟักตัวเป็นลูกน้ำ แต่หากไม่มีน้ำมาเติมจนท่วมถึงก็จะแห้งติดผนังภาชนะอย่างนั้นได้นานเป็นปี และเมื่อมีน้ำมาท่วมเมื่อใด ไข่ก็พร้อมจะแตกตัวเป็นลูกน้ำภายในได้ใน 30 นาที ซึ่งยุงตัวเมีย 1 ตัวไข่ครั้งละ 50-150 ฟอง 4-6 ครั้งในช่วงชีวิตประมาณ 60 วันของยุง ฉะนั้นยุงตัวหนึ่งจะมีลูกได้ราว 500 ตัว  จึงจำเป็นต้องมีการขัดไข่ยุงลายในภาชนะด้วย โดยใช้ใยขัดล้าง หรือแปรงชนิดนุ่มช่วยในการขัดล้าง และทิ้งน้ำที่ขัดล้างนั้นบนพื้นดินเพื่อให้ไข่แห้งตายไปไม่ควรทิ้งลงท่อระบายน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งน้ำใสนิ่งทำให้ไข่บางส่วนรอดและเจริญเป็นลูกน้ำและยุงลายได้อีกและ ขอให้เพิ่ม 1ท. คือ “ทายากันยุง” ซึ่งออกฤทธิ์ได้ ตั้งแต่ 6-8 ชั่วโมง แนะนำผู้ปกครอง ที่มีเด็กเล็ก ทายากันยุงให้บุตรหลาน จะช่วยป้องกันโรคไข้เลือดออกได้อีกวิธีหนึ่ง
     - หากท่านใด หรือ บุตรหลานของท่าน มีอาการป่วยมีไข้ กินยาลดไข้แล้วไข้ยังลอยไม่ลด 2-3 วัน คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งเป็นอาการเบื้องต้นของไข้เลือดออก ไม่ต้องรอให้เกิดจุดเลือดใต้ผิวหนัง ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจ ก่อนที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการช็อกและเสียชีวิต และหลังการรักษาโรคไข้เลือดออกแล้ว ช่วงที่ไข้ลดลงในวันที่ 3-4 หากผู้ป่วยซึมลง กินดื่มไม่ได้ให้รีบกลับมาหาแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที
     - ที่สำคัญโรคไข้เลือดออก ยังไม่มีวัคซีนใช้ในการฉีดป้องกันโรค (กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาทดลอง)จึงต้องรักษาแบบช่วยประคองตามอาการจนกว่าผู้ป่วยฟื้นตัวและหายจากอาการป่วย

 ประชาชนที่มีความสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักโรคติดต่อที่นำโดยแมลง 02-590-3230หรือ สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร. 1422

 
     


นายก อบต.

เว็บอ้างอิง

ลงชื่อเข้าใช้

สถิติเว็บไซต์

43059224
วันนี้
เมื่อวาน
อาทิตย์นี้
อาทิตย์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
5813
6174
17577
43001838
163462
199612
43059224